การขับขี่รถในเวลากลางคืนขณะฝนตกถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด เนื่องจากทัศนวิสัยที่ลดลงอย่างมาก ถนนที่ลื่นและมีน้ำขัง รวมถึงปัญหาแสงสะท้อนจากไฟถนนและรถที่สวนทางมา ผู้ขับขี่จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ลดความเร็วลง ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น และตรวจสอบสภาพความพร้อมของไฟส่องสว่างรวมถึงยางรถยนต์ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และรับมือกับอุปสรรคบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การขับขี่ในคืนฝนตกยากขึ้น
- ทัศนวิสัยการมองเห็นจำกัด: ความมืดเมื่อประกอบกับเม็ดฝนที่ตกลงมาหนาแน่น จะบดบังการมองเห็นเส้นทาง ป้ายจราจร และสิ่งกีดขวาง ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ในระยะที่สั้นลง
- แสงสะท้อนรบกวนสายตา: พื้นถนนที่เปียกชื้นจะทำหน้าที่เสมือนกระจกเงา เมื่อแสงจากไฟหน้าของรถที่สวนทางมาหรือไฟถนนส่องกระทบผิวน้ำ จะเกิดการสะท้อนเข้าตาผู้ขับขี่ ทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวชั่วขณะ
- ถนนลื่นและเสี่ยงต่อการเหินน้ำ (Hydroplaning): น้ำฝนที่ผสมกับคราบฝุ่นและน้ำมันบนผิวจราจรในช่วงแรกที่ฝนตกจะทำให้ถนนลื่นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ หากขับลุยแอ่งน้ำด้วยความเร็วสูง ยางรถยนต์อาจรีดน้ำไม่ทันจนลอยตัวอยู่เหนือน้ำและสูญเสียการควบคุม
- ระยะเบรกที่เพิ่มขึ้น: ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนของยางจะลดลงเมื่อพื้นเปียก ทำให้ต้องใช้ระยะทางในการเบรกมากกว่าสภาพถนนแห้ง หากเบรกกะทันหันอาจทำให้ล้อล็อกและรถเสียหลักได้
- การกะระยะที่คลาดเคลื่อน: สภาพอากาศที่เลวร้ายและแสงที่ผิดเพี้ยนทำให้สมองประเมินความเร็วและระยะห่างของรถคันอื่นได้ยากขึ้น เสี่ยงต่อการถูกชนท้ายหรือชนรถคันหน้า
แหล่งอ้างอิง
- กรมการขนส่งทางบก (Department of Land Transport) – ข้อแนะนำการขับขี่อย่างปลอดภัยในฤดูฝน (https://www.dlt.go.th/th/public-news/3540)
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย – ขับขี่ปลอดภัยช่วงฤดูฝน ดูแลสภาพรถให้พร้อมขับ (https://dpmrc6.disaster.go.th/dpmrc6/cms?id=1820)
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) – 4 ข้อควรรู้ ขับขี่หน้าฝนให้ปลอดภัย (https://www.thaihealth.or.th/content-detail/1a66d721-0776-4d14-824d-849f4f0ac7f1)

